free time on free day
วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553
อุปราคา 2553 รู้ไว้...ไม่เสียหาย~
ในปีพศ.255
3
จะมีปรากฏการณ์เกี่ยวอุปราคา
4
ครั้งบนโลก ถ้าไม่นับจันทรุปราคาที่เกิดขึ้นช่วงข้ามปีใหม่พอดี ปรากฏการณ์ทั้ง 4 ครั้ง คือ สุริยุปราคา 2 ครั้ง และ จันทรุปราคา 2 ครั้ง ได้แก่
1)
สุริยุปราคาวงแหวน
(Annular Solar Eclipse)
วันที่
15
มกราคม 255
3
เกิดที่
กลางมหาสมุทรอินเดีย
แต่สามารถมองเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วนได้ในประเทศไทย
2) จันทรุปราคา
บางส่วน
(Partial Lunar Eclipse)
วันที่ 26
มิถุนายน
255
3 สามารถเห็นได้ในประเทศไทย
3) สุริยุปราคาเต็มดวง
(Total Solar Eclipse)
วันที่ 11 กรกฏาคม 2553 เกิดขึ้นทางตอนล่างของมหาสมุทรแปซิคฟิค มองไม่เห็นในประเทศไทย
4)
จันทรุปราคา
เต็มดวง
(Total Lunar Eclipse)
วันที่ 21
ธันวาคม
255
3 ประเทศไทยไม่สามารถมองเห็น
สำหรับความรู้เกี่ยวกับอุปราคาแต่ละแบบเกิดขึ้นได้อย่างไร
สุริยุปราคาวงแหวน วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พศ. 2553
ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เป็นสุริยุปราคาแบบวงแหวน
เนื่องจากขนาดกว้างเชิงมุมของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ต่างกันเล็กน้อย โลกพึ่งจะผ่านตำแหน่งใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดเมื่อวันที่ 2 มค. ทำให้ดวงอาทิตย์มีขนาดความกว้างเชิงมุมใหญ่ขึ้นเป็น
3
3
arcmin
และประกอบกับวันที่ 16 มค.ดวงจันทร์จะมาอยู่ในตำแหน่งไกลจากโลกที่สุดทำให้ขนาดเชิงมุมของดวงจันทร์เล็กลงเหลือ
30 arcmin
ทำให้เกิดการบังกันไม่หมด เหลือขอบนอกของดวงอาทิตย์เป็นลักษณะวงแหวน
ปรากฏการณ์สุริยุปราคาวงแหวนในครั้งนี้เริ่มต้นทางตอนกลางของทวีปอาฟริกา ผ่านเข้ามหาสมุทรอินเดีย ผ่านตอนใต้ของประเทศอินเดีย เข้าพม่าและไปสิ้นสุดที่ประเทศจีน โดยมีจุดศูนย์กลางการเกิดสุริยุปราคาวงแหวนอยู่กลางมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากชายฝั่งประเทศอินเดียราว 1,200 กิโลเมตร เกิดแนวมืดกว้างราว 333 กิโลเมตร พาดยาว 12,900 กิโลเมตรเกือบครึ่งโลก เริ่มตั้งแต่เวลา 05.14
UT
สิ้นสุดที่เวลา 0
8
.
59
UT
กินเวลานานทั้งสิ้น 3 ชั่วโมง 45 นาที โดยอยู่ในช่วงเป็นวงแหวนอยู่นาน 11 นาที 7.9 วินาที ซึ่งสุริยุปราคาวงแหวนครั้งนี้เป็นครั้งที่ 23 ของการหวนกลับมาของอุปราคา หรือที่เรียกว่า ซารอส
(Saros)
ลำดับที่ 141
ภาพจากนาซ่า
ภาพตัวอย่าง ของสุริยุปราคาวงแหวน
เกิดขึ้นจากขนาดความกว้างเชิงมุมของดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ไม่เท่ากันพอดี ทำให้มีส่วนสว่างของดวงอาทิตย์เหลืออยู่ การสังเกตจะไม่สามารถมองโดยตรงได้ จะต้องมองผ่านฟิลเตอร์กรองแสงที่ได้มาตรฐานเท่านั้น
สำหรับประเทศไทยจะอยู่นอกแนวการเห็นสุริยุปราคาวงแหวน แต่จะเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วนแทน โดยที่แต่ละส่วนของประเทศจะเห็นส่วนมืดไม่เท่ากันทางตอนบนของประเทศจะเห็นส่วนมืดมากที่สุด
กรุงเทพมหานครฯ จะเริ่มเห็นสัมผัสแรกเวลา 14.04 น. สูงสุดเวลา 15.30 น.โดยดวงอาทิตย์เข้าคราสหายไปประมาณ 50
%
สิ้นสุดเวลา 16.57 น. ทำให้ที่กรุงเทพมหานครฯ สามารถมองเห็นปรากฏการณ์นี้ได้ตลอดช่วงก่อนอาทิตย์ตกดิน
ทางภาคใต้จะเห็นส่วนมืดน้อยที่สุด โดยเฉพาะทางใต้สุดที่ จ.นราธิวาส ละติจูดประมาณ 5 องศาเหนือ จะเริ่มสัมผัสแรกเวลาประมาณ 15.00น. เข้าคราสสูงสุดเวลา 16.24น. กินไปมากสุดประมาณ 30
%
ส
ิ้นสุดเวลา 17.43 น.
ทางภาคเหนือ ตอนเหนือสุดที่ จ.เชียงราย ละติจูดประมาณ 20 องศาเหนือ จะเริ่มสัมผัสแรกเวลา 15.09 น. เข้าคราสสูงสุดเวลา 16.43น.
เ
กิดส่วนมืดบนดวงอาทิตย์มากที่สุดประมาณ 8
0%
แล้ว
ส
ิ้นสุดเวลา 18.03 น.
ซึ่งหลังสุริยุปราคาบางส่วนในครั้งนี้แล้ว ประเทศไทยจะไม่มีโอกาสเห็นสุริยุปราคาอีกเลยจนกว่าจะถึงปี พศ. 2559 หรืออีก 6 ปี โดยจะเห็นสุริยุปราคาบางส่วนอีกครั้งในวันที่ 9 มีนาคม พศ.2559 ซึ่งเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงที่เกิดขึ้นบนประเทศอินโดนิเซีย โดยจะเริ่มเห็นตอนรุ่งเช้าตามเวลาในประเทศไทย
สุริยุปราคาเต็มดวง วันที่ 11 กรกฏาคม พศ. 2553
ตรงกับวันอาทิตย์ แรม 15 ค่ำ เป็นสุริยุปราคาเต็มดวงที่เกิดขึ้นทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิกฟิค จุดศูนย์กลางสุริยุปราคาอยู่ที่ละติจูด 19 องศา 46.5 ลิปดา ใต้ ลองกิจูด 121 องศา 51.0 ลิปดาตะวันตก
แนวศูนย์กลางการพาดผ่านของเงามืดนี้เริ่มต้นเวลา 18.15
UT
บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิค ไม่มีพื้นดินหรือหมู่เกาะใกล้เคียง แนวมืดจะพาดผ่านทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิกฟิค แล้วไปสิ้นสุดทางตอนใต้ของประเทศชิลี ซึ่งไม่มีแนวเงามัวผ่านประเทศไทยเลยทำให้สุริยุปราคาครั้งนี้
ไม่สามารถมองเห็นได้ในประเทศไทย
สุริยุปราคาเต็มครั้งนี้ เป็นการหวนกลับมาครั้งที่ 27 ของอุปราคา หรือที่เรียกว่า ซารอส
(Saros)
ลำดับที่ 146
ภาพจากนาซ่า
หมายเหตุ
:
การสังเกตสุริยุปราคาบางส่วน และ สุริยุปราคาวงแหวน ห้ามมองดวงอาทิตย์หรือถ่ายภาพจากดวงอาทิตย์โดยตรงเด็ดขาด เพราะยังมีส่วนที่สว่างของดวงอาทิตย์อยู่ ต้องดูผ่านฟิลเตอร์ที่ได้มาตรฐานเท่านั้น
อ่านความรู้เกี่ยวกับอุปราคา
จันทรุปราคาบางส่วน วันที่ 1 มกราคม พศ. 2553
ตรงกับวันศุกร์ แรม 1 ค่ำ ดวงจันทร์เข้าไปอยู่ในเงามืดของโลกเพียง 15
%
เท่านั้น สามารถมองเห็นได้จากทวีปเอเซียทั้งหมด ยุโรปและอาฟริกาด้านตะวันออก สัมผัสแรกของเงามืดจะเริ่มเวลา 18.51
UT
หรือประมาณ
01
.
51
น. ของวันขึ้นปีใหม่
1
มกราคม พศ 2553 ตามเวลาในประเทศไทย
สูงสุดเวลา 19.23
UT
หรือประมาณ 02.23 น.ของประเทศไทย
และหลังวันนี้อีก 15 วัน ก็เกิดสุริยุปราคาวงแหวนแถบมหาสมุทรอินเดีย ในวันที่ 15 มกราคม พศ.2553 แต่ประเทศไทยจะเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วนมองเห็นได้ทั่วประเทศ
จันทรุปราคาบางส่วน วันที่ 26 มิถุนายน พศ. 2553
ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น 15 ค่ำ ประเทศไทยสามารถมองเห็นได้ตลอดทั้งช่วง โดยสัมผัสแรกของเงามืดเริ่มเกิดขึ้นเวลา 10.16
UT
หรือ เวลา 17.16 ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งดวงจันทร์ยังไม่ขึ้นจากขอบฟ้าตะวันออก โดยที่ในวันนั้นดวงจันทร์เริ่มจับขอบฟ้าเวลา 18.46 น. และดวงจันทร์จะอยู่ในเงามืดมากที่สุดเวลา 11.38
UT
หรือเวลา 18.38 น. และออกจากเงามืดเวลา 19.59 น.
หลังจันทรุปราคาครั้งนี้อีกประมาณ 15 วัน ก็เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิกฟิคในวันที่ 11 กรกฏาคม 2553
จันทรุปราคาเต็มดวง วันที่ 21 ธันวาคม พศ. 2553
ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ โดยสัมผัสแรกของเงามืดเริ่มเกิดขึ้นเวลา 6.32
UT
หรือ เวลา 13.32 ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งดวงจันทร์ยังไม่ขึ้นจากขอบฟ้าตะวันออก โดยที่ในวันนั้นดวงจันทร์จะขึ้นเวลา 17.58 น.
ดวงจันทร์จะเข้าคราสสูงสุดเวลา 8.16
UT
หรือ 15.16 น. ซึ่งดวงจันทร์ก็ยังไม่ขึ้นจากขอบฟ้า แล้วดวงจันทร์ก็จะออกจากเงามืดเวลา 10.01 หรือ 17.01 น. แต่ดวงจันทร์ก็ยังไม่ขึ้นจากขอบฟ้าเช่นกัน ทำให้จันทรุปราคาเต็มดวงครั้งนี้ ประเทศไทยไม่สามารถออกเห็นได้
และหลังจากวันนี้อีก 14 วันก็เกิดสุริยุปราคาบางส่วนในวันที่ 4 มกราคม พศ.2554 และไม่สามารถมองเห็นได้ในประเทศไทย
Skywatcher:
รายงาน
ขอบคุณ
ข้อมูลจาก
http://sunearth.gsfc.nasa.gov/eclipse/eclipse.html
ติดต่อดาราศาสตร์แฟนคลับ : >
darasartclub@yahoo.com
กิจกรรมดูดาว~
http://www.darasart.com/activity/activity.html
เอามาฝากไว้เผื่อสนใจกัน!!
แต่ถ้าสนใจจริงๆ ชวนกันด้วยเน๊อ!!
บทความที่ใหม่กว่า
หน้าแรก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)